เข้าสู่ระบบ

ชื่อผู้ใช้ :

รหัสผ่าน :

หนามรัก 1

ยอดนิยม2ทั้งหมด 230 บล๊อก  2010-06-10 18:24


ตอนที่ 1



“เปรี้ยง เปรี้ยง “  “ กรี๊ด
......... 

เสียงกรีดร้องที่เกิดจากหญิงต่างวัยสองคน ดังประสานกันด้วยความตกใจกลัวสุดขีด

เมื่อสิ้นเสียงปืนทำให้คนขับรถที่กำลังจะถอยรถหนีทันทีที่เห็นชายร่างสูงใหญ่ถือปืนเดินจังก้าย่างสามขุมเข้ามาใกล้ ฟุบหน้าลงกับพวงมาลัยขาดใจตายทันที 

ตามมาด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งกระจายไปทั่วทั้งคันรถ หลังจากต้องหักหลบรถเก๋งสีดำสนิทที่ขับมาตัดหน้าอย่างกระทันหัน ทำให้รถพุ่งเข้าชนต้นไม้ข้างทางอย่างแรง

“คุณพ่อ คุณแม่คะหนีเร็วค่ะ”

 เสียงหนึ่งที่นั่งอยู่หน้ารถข้างคนขับพยายามตั้งสติเมื่อเห็นคนขับรถที่นั่งอยู่ข้างกายถูกยิงระยะเผาขนตายคาที่ ฟุบลงไปกับพวงมาลัย ปากเธอก็ร้องให้ผู้เป็นพ่อ และแม่ที่นั่งคู่กันอยู่ด้านหลังรถให้รีบหนีออกจากรถไป

ขณะที่สายตาของเธอยังคงมองไปเบื้องหน้าอยู่ตลอดเวลาด้วยความกลัวไม่แพ้กัน แต่แล้วดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆเมื่อเห็นปลายกระบอกปืนเปลี่ยนทิศทางหันมายังเธอเป็นรายต่อไป

ทิชารีบเปิดประตูออกเพื่อหลบวิถีกระสุนปืน ที่ถูเหนี่ยวไกในทันทีเมื่อเห็นเธอทำท่ากำลังจะหนี 

“เปรี้ยง  เปรี้ยง”

                กระสุนปืนสองนัดถูกยิงติดๆกันออกมา นัดแรกเข้าที่ชายโครงของหญิงสาว ทิชาถึงกับสะดุ้งสุดตัวก่อนที่จะล่วงลงไปนอนจมกองเลือดอยู่กับพื้นดินในทันที ก่อนที่นัดสองจะวิ่งตามเข้ามอีกครั้งแล้วทะลุเข้ากับความว่างเปล่าบนเบาะนั่งทันทีเช่นกัน

“กรี๊ด........... แม่บัว แม่บัว”

                เสียงร้องเรียกของผู้เป็นแม่นั้น ร้องขึ้นด้วยความตกใจกลัวและเป็นห่วงเป็นใยในตัวสะใภ้ยิ่งนัก แต่เธอและสามีก็ต้องรีบเอาตัวรอดให้ได้ก่อนในสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อเห็นว่าทิชานั้นแน่นิ่งไปไม่ไหวติงแต่อย่างใดจึงเข้าใจว่าหญิงสาวคงจะสิ้นใจตามคนขับรถไปแล้วอย่างแน่นอน

“คุณเร็วเข้า หนีเร็ว”

                ผู้เป็นสามีรีบเตือนภรรยาที่มัวแต่ร้องตะโกนด้วยความตกใจให้รีบออกจากรถทันที เมื่อเขาหันไปเห็นมือปืนเริ่มเดินเข้ามาใกล้ขึ้นทุกทีแล้ว  ทั้งสองวิ่งออกจากรถพร้อมๆกัน และพยายามวิ่งหนีไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยต่างก็วิ่งหนีออกไปกันคนละทิศละทาง ด้วยความกลัว

                แต่ด้วยวัยที่เหมือนไม้ใกล้ฝั่งเข้าไปทุกทีทำให้เขาและภรรยาวิ่งหนีได้ไม่เร็วอย่างที่ใจคิด

“เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง”

                เสียงปืน 3 นัดถูกยิงติดๆกัน  ทำให้ผู้เป็นภรรยาหยุดวิ่งทันทีแล้วหันไปมองสามีโดยอัตโนมัติด้วยความห่วงใย

“กรี๊ด...........”

                เธอกรีดร้องเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ภายในเวลาไม่ถึง 5 นาทีมานี้ เพราะภาพที่เธอเห็นอยู่เบื้องหน้าคือสามีของเธอกำลังค่อยๆล้มลงทั้งยืนเขาพยายามหันมามองหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมตะโกนออกมาสุดเสียงเท่าที่จะทำได้ 

“คุณรีบหนีไป”

                ก่อนที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเขาจะหมดลง  เธอยกมือขึ้นปิดปากร้องไห้ออกมาจนตัวโยนด้วยความเสียใจแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาผู้เป็นสามีทันที แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวท้าวเสียด้วยซ้ำเสียงปืนก็ดังรัวติดกันอีก 2 นัด

“เปรี้ยง เปรี้ยง”

                หญิงชราสะดุ้งเฮือกสุดตัวแล้วล้มลงนอนจมกองเลือดกับพื้นขาดใจตายตามผู้เป็นสามีไปทันที  
                                                 .........................................................................................

            แหวน  แหวน”     เสียงตะโกนเรียกจากข้างหลัง ดังแว่วมาแต่ไกลเป็นระยะๆ

                ทำให้หญิงสาวนามว่า “นรี”  ที่กำลังนั่งอ่านหนังสือเล่นเพลินๆเพระวันนี้เป็นวันหยุดของเธอ อยู่หน้าบ้านไม้หลังงามชั้นเดียว ตกแต่งอย่างดีท่ามกลางหุบเขาของรีสอร์ท “อรวีย์” ซึ่งเป็นรีสอร์ทที่มีชื่อแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงราย นรีหันหน้าไปยังต้นเสียงทันทีที่ได้ยิน คิดว่าแม่บ้านคงมาเรียกเธอไปทานข้าวเย็นที่บ้านใหญ่  

                “บัว นั่นบัวจริงๆใช่ไหม” นรีถามออกไปให้แน่ใจว่าคนที่กำลังยืนอยู่ข้างหน้าเธอตอนนี้ใช่ทิชาเพื่อนรักของเธอหรือไม่

                “จ้ะ แหวนนี่บัวเอง” ทิชายิ้มให้อย่างขำๆเพื่อนรักและยืนยันออกมาเพื่อให้นรีแน่ใจอีกครั้ง

                “บัว บัวมาได้ยังไงเนี่ย จะมาทำไมไม่โทรมาบอกล่วงหน้าล่ะจ๊ะ เราจะได้ไปรับ”  นรี กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงความยินดีและตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด ที่เพื่อนสาวมาหาเธอถึงบ้านเกิด หลังจากไม่ได้เจอกันมานานหลายปี

                บัว หรือ ทิชา เป็นเพื่อนรักกับเธอ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพ เป็นเพื่อนที่เธอร่วมทุกข์ ร่วมสุขกันมาตลอด 4 ปีเต็มที่ได้เล่าเรียนมาด้วยกัน แต่หลังจากที่ทิชาแต่งงาน เธอกับเพื่อนรักก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย จนกระทั่งวันนี้

                “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ  บัวอยากให้แหวน แปลกใจเล่นน่ะ”                ทิชา กล่าวกับเพื่อนรัก ที่เธอรักมากที่สุดสมัยเรียนมหาวิทยาลัยแต่ได้ขาดการติดต่อไประยะหนึ่งหลังจากที่เธอต้องแต่งงานอย่างกระทันหันกับหนุ่มนักธุรกิจชื่อดัง ที่พ่อแม่ของเธอเป็นผู้เลือกให้หลังจากที่เธอเรียนจบได้ยังไม่ถึงเดือน

                ทิชายอมรับว่าเธอยังไม่พร้อมสำหรับการมีชีวิตคู่ที่พ่อแม่เธอเป็นผู้จัดการให้แต่เธอไม่สามารถปฏิเสธได้เนื่องจากถ้าเธอไม่ยอมแต่งงานครั้งนั้น ครอบครัวของเธอจะต้องถูกฟ้องล้มละลายไม่เหลืออะไรเลย แต่ถ้าเธอยอมแต่ง ว่าที่สามีของเธอนายศศิพงษ์ ปรีชาชาญ จะสามารถช่วยกอบกู้สถานการณ์ให้กับครอบครัวของเธอได้ ดังนั้น ทิชา หญิงสาวที่เพียบพร้อมไปด้วยรูปสมบัติ แต่ขาดซึ่งทรัพย์สมบัติจะปฏิเสธผู้บังเกิดเกล้าได้อย่างไรกัน

                แหวน ดีใจจังเลยที่ได้เจอบัว เป็นยังไงมายังไงถึงมาหาแหวนได้ล่ะ มานั่งก่อนเรื่องนี้ต้องคุยกันยาว”  นรี พา ทิชา มานั่งที่เก้าอี้ม้านั่งเบาะนุ่มๆด้านหลังของเธอ พร้อมซักไซร้ประวัติความเป็นมาของเพื่อนรักอย่างละเอียดละออด้วยความคิดถึง แต่ทิชากลับเฉไฉถามถึงพ่อและแม่ของแหวนว่าเป็นอย่างไรบ้าง และให้เธอพาไปกราบท่านทั้งสองก่อน 

คุณพ่อของนรีชื่อปรีชา ชัยณรงค์ ท่านเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ดูน่าเกรงขามแต่ใจดี ส่วนคุณแม่ของนรีชื่ออรวีย์ ชัยณรงค์ ก็ใจดีไม่แพ้กัน ท่านทั้งสองมีจิตใจเมตตาชอบช่วยเหลือคนตกยากเท่าที่ท่านทั้งสองจะทำได้ พนักงานทุกคนจึงรักและเคารพท่านทั้งสองมากและเรียกท่านว่า“นายใหญ่” และ“นายหญิง”  แห่งรีสอร์ท “อรวีย์” ซึ่งชื่อของรีสอร์ทนี้เป็นตัวแทนความรักที่นายใหญ่มีให้กับนายหญิงเพราะชื่อที่ใช้นี้เป็นชื่อของนายหญิงนั่นเอง

หลังจากที่ นรี พาทิชาไปกราบพ่อและแม่แล้วจึงได้อยู่รับประทานอาหารเย็นและอยู่คุยกับท่านพักใหญ่

“เห็นยายแหวนบอกว่าหนูบัวแต่งงานแล้วหรือลูก” นายหญิงชวนเพื่อนรักของลูกสาวคุยอย่างผู้ใหญ่ใจดีที่แค่อยากจะถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของเธอ

“อ๋อค่ะคุณแม่ บัวแต่งงานมาได้เกือบสามปีแล้วล่ะค่ะ” ทิชาตอบไปตามความจริง เมื่อผู้ใหญ่ถาม

“แล้วสามีของหนูบัวล่ะลูก ไม่ได้มาด้วยกันหรอกหรือ” นายใหญ่เอ่ยถามขึ้นมาบ้างด้วยความเป็นห่วงที่เห็นหญิงสาวเดินทางมาไกลตัวคนเดียวอย่างนี้

“เอ่อคือพี่พงษ์เขาไปติดต่อธุรกิจที่ต่างประเทศน่ะค่ะคุณพ่อ บัวอยู่เหงาๆที่กรุงเทพคนเดียวคิดถึงนรีขึ้นมาเพราะไม่ได้เจอกันเสียนาน เลยตัดสินใจเดินทางมาหาถึงที่นี่ค่ะ” ทิชาหันไปตอบนายใหญ่เพื่อให้ท่านรู้สึกสบายใจขึ้น เมื่อต้องเห็นสามีภรรยาต้องแยกกันอยู่อย่างนี้ 

“แล้วบัวกลับมาจากต่างประเทศเมื่อไหร่ล่ะ” นรีเป็นฝ่ายถามเพื่อนขึ้นมาบ้างเพราะล่าสุดเธอได้ข่าวว่าทิชาย้ายไปอยู่ต่างประเทศตามสามีของเธอที่ต้องไปประกอบธุรกิจอยู่ที่นั่น

“เอ่อ...บัวกลับมาอยู่ที่กรุงเทพได้สัก 3 เดือนกว่าๆแล้วล่ะแหวน คือบัวอยากกลับมาอยู่ที่กรุงเทพ พี่พงษ์เขาก็ตามใจ แต่เขาขอกลับไปเคลียร์งานทางโน้นสักระยะก่อนแล้วจะย้ายกลับมาบริหารงานสาขาที่กรุงเทพแทนน่ะค่ะ” นรีตอบคำถามนี้เพื่อให้ทุกคนรู้สึกสบายใจกับความเป็นมาของตัวเธอเอง  

จากนั้นนายหญิง จึงให้นรีพาทิชาไปบ้านพักเลยเพราะเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยและเพลียพอสมควร บ้านพักที่นรีพาเธอมานั้นเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว หลังกระทัดรัดน่าอยู่ เป็นอีกหนึ่งในบ้านพักรีสอร์ทของ “อรวีย์ รีสอร์ท” ที่มีเกือบๆ 50 หลังได้ถ้าวัดจากสายตาของทิชาในตอนนี้  

“อรวรีย์ รีสอร์ท” จะมีภูเขาล้อมรอบและเป็นที่ราบอยู่เฉพาะระหว่างหุบเขา บ้านพักของเธออยู่หลังสุดท้ายเมื่อเลี้ยวซ้ายออกมาจากสวนหย่อมขนาดใหญ่กลางรีสอร์ท ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ รายล้อมไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์  ด้านหลังของบ้านพักจะเป็นป่าสนเลยลึกเข้าไปจะเป็นป่าดิบชื้นและหน้าผาสูงชันซึ่งเป็นเขตของอุทยานแห่งชาติ

ส่วนบ้านพักของนรีจะอยู่ก่อนถึงบ้านพักของทิชา ห่างกันพอประมาณ พอส่งทิชาเข้าบ้านพักเรียบร้อยแล้ว นรีจึงปล่อยให้เพื่อนรักได้พักผ่อนให้เต็มที่ก่อนที่ต้องตอบคำถามมากมายของเธอในวันพรุ่งนี้

                พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า แสงสีทองส่องประกายลอดไหล่เขาน้อยใหญ่มาตกกระทบใบหน้างามของทิชาที่นั่งเงียบเหงาอยู่หน้าระเบียงบ้านพักของตนเอง

                พลางคิดถึงสิ่งที่เพิ่งผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแรงเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจที่สุมอยู่ในอก  ยามคิดถึงผู้บังเกิดเกล้าทั้งสอง ไม่มีครั้งใดในชีวิตเธอเลยที่รู้สึกโดดเดี่ยวไร้ญาติขาดมิตรได้เท่าขณะนี้ แค่คิดน้ำตาก็พาลไหลออกมาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหากแต่ไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้นจากหญิงสาว เพราะความรู้สึกของเธอมันเย็นชาเหมือนถูกแช่อยู่ในน้ำแข็งมานานหลายวัน

                แม้เธอจะมีสามีเป็นถึงนักธุรกิจไฟแรงแห่งปี อนาคตไกลและ ร่ำรวยอย่างนายศศิพงษ์  ปรีชาชาญ  ซึ่งเป็นชายหนุ่มรูปงามและเป็นที่หมายปองของสาวๆ ในสังคมชั้นสูงก็ตามที แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกมั่นคง อบอุ่นอย่างที่ควรจะเป็นเลยซักนิด

ทิชาเคยเจอกับศศิพงษ์ก่อนหน้างานแต่งงานจะเกิดขึ้นแค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากงานแต่งงานที่แสนจะทรมานในความรู้สึกของเธอผ่านพ้นไป ในคืนส่งตัวเข้าหอ ถ้าเป็นคู่บ่าวสาวทั่วไป คงจะเป็นวันที่มีความสุขที่สุดในชีวิต แต่กับเธอมันกลับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม

ในคืนนั้นหลังจากผู้ใหญ่ทำพิธีส่งตัวคู่บ่าวสาวเสร็จก็ปล่อยให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพัง ทิชานั่งก้มหน้านิ่งมองมือตัวเองเหมือนเป็นสิ่งแปลกประหลาดที่สุดในชีวิต ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าชายแปลกหน้าที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอแล้วอย่างเป็นทางการ 

ศศิพงษ์เอง เมื่อผู้ใหญ่พากันออกไปหมดแล้วก็หันมาพยุงทิชาให้ลุกขึ้นมานั่งบนเตียงนอนนุ่ม แล้วเชยคางมนให้เงยหน้าขึ้นเพื่อให้สบตาเรียวของเขา ดวงตาสองคู่สบกันนิ่งนานแสดงความรู้สึกที่หลากหลายออกมาทางแววตา จะต่างกันก็ตรงที่แววตาคู่หนึ่งเจือด้วยความไม่แน่ใจ สับสน และกังวลสารพัด ส่วนแววตาอีกคู่กับดูมีความสุข และมุ่งมั่นในสิ่งที่ตนหวังไว้

                น้องบัว ง่วงหรือยัง” เสียงนุ่มและสุภาพที่ถามออกมานั้น เป็นคำถามแรกที่หลุดออกมาจากปากของชายหนุ่ม ตั้งแต่เริ่มงานพิธีต่างๆในตอนเช้า ซึ่งก็สร้างความอึดอัดให้กับทิชา มาเป็นระยะๆ

                .............” ความเงียบคือคำตอบของเธอ 

                “ถ้าอย่างนั้น พี่มีเรื่องหนึ่งอยากจะคุยกับน้องบัว”

                “................”

            ทิชามองหน้า ศศิพงษ์อย่างสงสัยในคำพูดของเขา  แต่เธอก็ต้องถึงบางอ้อ ในเวลาต่อมาเมื่อศศิพงษ์ เอ่ยปากพูดในสิ่งที่เขาตั้งใจไว้แต่แรก

                 “พี่มีเรื่องอยากจะสารภาพกับน้องบัว คือพี่....ชอบน้องบัว....อย่างน้องสาว....” 

            “.....................” 

                คือพี่ไม่อ้อมค้อมล่ะนะเพราะยังไงๆ น้องบัวก็ต้องรู้ความจริงอยู่ดี รู้เสียตอนนี้จากปากของพี่ดีกว่า คือว่า พี่...พี่...ไม่ได้ชอบผู้หญิง !” ทิชาตาโต จ้องหน้าศศิพงษ์นิ่งราวกับถูกสาบ ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองกำลังโกรธ หรือว่าโล่งใจกันแน่กับคำสารภาพของศศิพงษ์ 

                “น้องบัวคงเข้าใจสิ่งที่พี่บอก พี่อยากให้เราใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอย่างพี่ชายกับน้องสาว”

                “แต่ต่อหน้าคนอื่นเราจะเป็นคู่รัก ที่รักกันมากจนใครๆต้องอิจฉา”

            ทำไมคะ” นี่เป็นคำถามแรกที่หลุดออกมาจากปากของทิชา

                “แล้วพี่แต่งงานกับบัวเพื่ออะไร”

                “พี่ขอโทษนะบัว พี่เพียงแต่ต้องการปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของตระกูล ปรีชาชาญ เท่านั้น เพราะไม่มีใครรู้ว่าพี่เป็นแบบนี้ ต่อหน้าสาธารณชน พี่คือผู้ชายที่เพียบพร้อมทุกอย่างที่ผู้หญิงทุกคนใฝ่ฝัน แต่พี่ก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ พ่อแม่ของเราสองคนเป็นเพื่อนรักกัน พอพี่ได้เห็นน้องบัวในครั้งแรก และรู้ถึงสถานภาพของครอบครัวน้องบัว พี่ก็ตัดสินใจในทันที ว่าถึงเวลาแล้วที่พี่ควรจะเป็นฝั่งเป็นฝาได้แล้ว ในสายตาของพ่อและแม่” 

                “พี่ขอโทษ ที่เห็นแก่ตัวกับน้องบัว”

                “พี่..พี่.”

            ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่พงษ์  ไม่ต้องคิดมาก บัวพอใจกับสถานภาพของตัวเองค่ะ”  ทิชากล่าวด้วยความจริงใจ          “ขอบคุณน้องบัวมากนะครับที่เข้าใจพี่” ศศิพงษ์กล่าวขอบคุณทิชาอย่างดีใจ

                หลังจากนั้นเขาจึงขอออกไปทำธุระข้างนอก และไม่ได้กลับมาอีกในคืนนั้น ทิชาคิดถึงแต่เรื่องที่ผ่านมาจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

                เช้าวันรุ่งขึ้น ทิชา ตื่นแต่เช้าเพื่อออกมารับอากาศสดชื่นที่หาไม่ได้ง่ายๆในกรุงเทพ เธอคิดไม่ผิดจริงๆ ที่ตัดสินใจมาหานรี ถึงเชียงราย อาจเป็นเพราะบรรยากาศที่นี่ด้วยกระมังที่ทำให้เธอรู้สึกสบายใจมากขึ้นในรอบหลายวันที่ผ่านมา

                “บัว” เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้ทิชาหยุดคิดอะไรเรื่อยเปื่อยแล้วหันไปหาเพื่อนรักทันที

                “บัว เราเอาอาหารเช้ามาให้น่ะ” นรีตะโกนเรียกมาแต่ไกล และเดินเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารเช้าสำหรับเพื่อนรักและตัวเอง

                “ขอบใจจ้ะ แหวนแต่บัวไปทานเองก็ได้นะจ๊ะ แหวนไม่ต้องบริการบัวขนาดนี้ก็ได้จ้ะ”

                “ไม่เป็นไร แหวนแค่อยากจะได้คุยกับบัวเป็นการส่วนตัวตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานๆด้วยน่ะ” พูดพร้อมกับมองหน้าเพื่อนที่ดูมีสีหน้าอึดอัดขึ้นมาทันที เธอไม่เข้าใจว่าทิชามีอะไรที่กังวลใจมากมายขนาดนั้น ทั้งๆที่ทิชาก็น่าจะมีความสุขดีอยู่ เพราะนอกจากจะได้คู่ครองที่ดี มีอนาคตไกลแบบคุณศศิพงษ์ ปรีชาชาญแล้วฐานะครอบครัวของคุณพงษ์ก็สามารถเลี้ยงดูเพื่อนของเธอได้ทั้งชีวิตโดยไม่ต้องทำงานทำการให้เหนื่อยอะไรเลยด้วย ซ้ำ แล้วนี่อะไรกัน ทำไมเพื่อนรักของเธอถึงได้ทำหน้าตาไม่สู้ดีแบบนั้นนะ นรีได้แต่คิดในใจอย่างเป็นห่วงเพื่อนรักของเธอ

                บัว มีอะไรอยากจะเล่าให้เราฟังบ้างหรือเปล่า” เสียงของนรีกล่าวขึ้นทำลายความเงียบที่เข้ามาคลอบคลุมอยู่เมื่อสักครู่

                “ส่วนแหวนนะ มีเรื่องอยากจะเล่าให้บัวฟังเยอะแยะเลยเล่า 3 วัน 3 คืนก็ไม่จบหรอก” นรีบอกพร้อมกับหัวเราะเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่เธอจะแบ่งปันความรู้สึกให้กับทิชาบ้าง

                ทิชายิ้มหวานให้กับเพื่อนรัก และเริ่มคุยถึงเรื่องของตัวเองให้นรีฟังบ้างในส่วนที่สามารถเล่าได้ คุยกันไป ทานอาหารเช้ากันไปอย่างเอร็ดอร่อย ทานเสร็จ ทิชาก็บอกถึงสาเหตุที่เธอมาหานรีถึงเชียงราย เนื่องจากว่าหลังจากแต่งงานกับคุณศศิพงษ์แล้ว สามีของเธอก็ได้พาเธอย้ายไปอยู่เมืองนอก เพราะเขาต้องไปบริหารงานสาขาต่างประเทศที่กำลังแย่ เขาใช้เวลาแค่สองปีกว่าๆเท่านั้น ธุรกิจของเขาก็กลับโตวันโตคืนภายในเวลาไม่นาน

                “ส่วนบัวก็เป็นแม่บ้านไม่ได้ทำงานอะไร วันๆก็ได้แต่ออกไปเดินเที่ยวเล่นตามห้างสรรพสินค้า หรือไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆที่อยากไป” 

                “ต่อมาเมื่อ 3-4 เดือนก่อน บัวก็ได้รับข่าวร้ายว่าคุณพ่อและคุณแม่แม่ของบัวประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตทันทีทั้ง 2 ท่าน บัวทำอะไรไม่ถูกจนพี่พงษ์ต้องทิ้งงานทางนั้นทันทีแล้วพาเธอกลับมากรุงเทพ ช่วยจัดการเป็นธุระงานศพคุณพ่อและคุณแม่ให้เธอทุกอย่าง”

                “บัว แหวนเสียใจด้วยนะจ๊ะ แล้วทำไมไม่ส่งข่าวมาบอกกันบ้างเลย”  

                “บัวขอโทษนะแหวน พอดีเหตุการณ์มันรวดเร็วจนบัวเองยังนึกว่าบัวฝันไปซะอีก” ทิชาพูดเสียงเบาคล้ายละเมอ ทำให้นรีต้องเปลี่ยนเรื่องทันที

                “แล้วนี่คุณพงษ์ล่ะ ทำไมไม่มาด้วยล่ะจ๊ะ”  

                “หลังจากงานศพคุณพ่อและคุณแม่ผ่านไป บัวตัดสินใจที่จะอยู่เมืองไทยอย่างถาวร โดยจะไม่ย้ายตามพี่พงษ์กลับไปอยู่เมืองนอกอีกแล้ว พี่พงษ์เค้าก็เลยขอตัวไปเคลียร์งานที่โน่นซักพักนึงน่ะจ้ะ แล้วจะย้ายตามกลับมา” ทิชาตอบคำถามนั้นอย่างไม่ค่อยเต็มเสียงนัก 

                “อืม งั้นตอนนี้บัวก็คงเหงาซินะ ถ้าอย่างนั้นมาอยู่กับเราก่อนก็ได้นะ จนกว่าคุณพงษ์ของบัวจะกลับมาก็แล้วกันนะ” นรีออกความคิดเห็นด้วยการชวนเพื่อนรักให้อยู่พักกับเธอก่อนในระหว่างที่สามีของบัวไม่อยู่ด้วย

                “ขอบใจจ้ะหวาน” ทิชากล่าวขอบคุณในน้ำใจของเพื่อนรัก แต่จะให้เธอบอกเพื่อนได้อย่างไรเล่าว่าจริงๆแล้ว เธอหนีอะไรมา

                หลังจากวันนั้นทิชาก็ได้ช่วยงานที่รีสอร์ท โดยรับหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของร้านมินิมาร์ทประจำรีสอร์ท มินิมาร์ทที่ว่านี้เป็นร้านค้าร้านเดียวในรีสอร์ทที่มีของใช้จำเป็นและของใช้ฟุ่มเฟือยต่างๆ ยามลูกค้าที่มาพักต้องการเนื่องจากรีสอร์ทของนรีอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองหรือร้านค้าด้านนอกไกลอยู่หลายร้อยกิโลเมตร ดังนั้นครอบครัวของนรีจึงเปิดร้านค้ามินิมาร์ทขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ายามฉุกเฉิน

                วันหนึ่งทิชาเสนอไอเดียกับนายใหญ่และนายหญิงเจ้าของรีสอร์ทขณะรับประทานอาหารเย็น 

                “คุณพ่อคะ บัวเห็นด้านข้างของร้านมินิมาร์ทยังมีพื้นที่ว่างเปล่าที่เรายังไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเหลืออีกตั้งหลายตารางวา ถ้าเราขยายร้านอีกด้านออกไปตรงนั้นเพื่อขายของที่ระลึก คุณพ่อเห็นสมควรไหมคะ” ทุกคนบนโต๊ะอาหารพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยกับไอเดียนี้แต่ก็ยังมีข้อสงสัยอีกหลายประการตามมา

                “น่าสนใจดีนี่ ไหนหนูบัวลองขยายความให้พ่อฟังหน่อยซิ” นายใหญ่อยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมอีกเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่าควรจะทำตามที่ทิชาเสนอมาหรือไม่ 

                “ของที่ระลึกที่เราจะขายนี้จะไม่เหมือนใครๆในเมืองเชียงรายค่ะ จะเป็นของที่ทำจากมือ หรือแฮนด์เมค ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาจากท้องถิ่นที่หาได้ยากในสังคมยุคปัจจุบัน อาทิเช่น โมบายแบบต่างๆที่ทำจากวัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ในท้องถิ่น, ผ้าทอจากมือแล้วนำมาตัดเย็บเป็นชุดใส่เล่นหรือชุดนอน, เสื้อกันหนาวไหมพรมที่ถักกันเองจากมือ, หมวกสานจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น และหมวกที่ถักกันเองจากไหมพรม, รองเท้าสาน, กำไลข้อมือที่ถักขึ้นเอง, สร้อยคอ, ต่างหู, และอื่นๆอีกมากมายตามแต่สติปัญญาของแต่ละคนที่คิดกันได้น่ะค่ะ”

                “แล้วเราจะหาของจากที่ไหนมาขายล่ะลูก หนูบัว” นายหญิงถามขึ้นด้วยความสงสัย

                “แล้วใครจะเป็นคนทำล่ะบัว แหวนยังมองไม่ออกเลย” นรียิงคำถามตามมาอีกติดๆเพราะยังอดสงสัยไม่ได้ว่าใครจะมานั่งทำงานแฮนด์เมคอะไรที่ว่านี่ 

                “ง่ายๆค่ะคุณแม่ แหวน เราก็เริ่มจากพนักงานของเราก่อนให้ช่วยกันทำ พวกเค้าจะได้มีรายได้เสริมอีกทางหรือถ้าพนักงานทำไม่ทัน ก็อาจกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นโดยให้ชาวบ้านที่อยู่บ้านเฉยๆ เนื่องจากยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยว หรือคนเฒ่าคนแก่ที่คิดว่าตนไร้ค่าเพราะไม่มีงานทำจะได้ช่วยกันทำ โดยเราจะเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าเหล่านั้นให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักอยู่ที่รีสอร์ทของเรา ทำให้ชาวบ้านมีรายได้และไม่ต้องดิ้นรนเข้าไปหางานทำในกรุงเทพฯอีกด้วยค่ะ” ทิชาตอบทุกคำถามอย่างชัดเจนและทำให้ทุกคนบนโต๊ะอาหารมองเห็นภาพตามไปด้วย 

                สรุปว่าทุกคนสนใจความคิดใหม่ของทิชามาก โดยเฉพาะนายใหญ่ที่ปรบมือเปาะแปะอย่างถูกใจในไอเดียของเธอ  จึงสั่งให้ต่อเติมร้านมินิมาร์ทขยายปีกไปอีกด้านทันที โดยมีทิชาเป็นผู้ควบคุมงานทุกอย่างตามที่ต้องการ ไม่ถึงสัปดาห์ร้านค้าส่วนที่ขยายจากมินิมาร์ทเพื่อขายของที่ระลึกก็สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างขึ้น และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าในรีสอร์ทอย่างมาก พนักงานต่างก็ยิ้มแย้ม แจ่มใสมีความสุขกันถ้วนหน้า เพราะรายได้เสริมที่เพิ่มขึ้นมาอย่างเป็นกอบเป็นกำ ตามความขยันและความคิดสร้างสรรค์ ของพวกเค้าที่จะคิดประดิษฐ์สิ่งของน่ารัก กระจุกกระจิกขึ้นมาแล้วนำมาขายให้กับร้านค้า

                นอกจากทิชาจะช่วยดูแลและรับผิดชอบร้านค้าจากนรีแล้ว เธอยังเป็นที่ปรึกษาด้านการหาลูกค้าต่างประเทศให้กับรีสอร์ทอีกด้วย ทิชาช่วยติดต่อกับกรุ๊ปทัวร์ของต่างประเทศทั้งยุโรป และเอเซียผ่านทางอินเทอร์เน็ต เธอนำภาพสวยๆของบ้านพักในอรวีย์รีสอร์ทตอนเช้ามืดที่มีหมอกปกคลุมพื้นที่ราบกลางหุบเขา  ภาพตอนพระอาทิตย์กำลังทอลำแสงอันทรงพลังลงมาสัมผัสกับน้ำค้างบนยอดหญ้าในยามเช้าที่แสนสวย และบรรยากาศอันแสนโรแมนติกยามค่ำคืนของรีสอร์ทมาเป็นจุดขายเสนอให้กับลูกค้า

                ตามด้วยโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม ในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูการท่องเที่ยวอีกด้วย นอกจากนี้เธอยังคิดโปรโมชั่นของคู่รักที่จะมาฮันนีมูนยังอรวีย์รีสอร์ทอีกด้วย ดูแล้วทำให้รู้สึกอยากมาสัมผัสที่นี่ตามคำเชิญชวนเสียจริงๆ 

                ผลงานของทิชาสารมารถดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศมาสู่อรวีย์รีสอร์ทได้อย่างเป็นกอบเป็นกำขึ้น วัดได้จากการจองห้องพัก ที่ตอนนี้เต็มไปจนถึงฤดูการท่องเที่ยวของปีหน้าแล้วด้วยซ้ำ จากเดิมที่ต้องรอแต่หน้าฤดูการท่องเที่ยวเท่านั้น ถึงจะมีนักท่องเที่ยวสนใจมาเที่ยวพักที่นี่กันจนเต็ม แต่พอหมดหน้าหนาวอรวีย์รีสอร์ทก็จะกลับว่างเปล่า และเงียบเหงาไม่มีนักท่องเที่ยวสักคนเหมือนเดิม

                ผลงานของทิชาสร้างความพอใจให้กับนายใหญ่เป็นอย่างมาก ดูเหมือนว่าไม่ว่าทิชาจะหยิบจับอะไรก็งอกเงยเป็นเงินเป็นทองเสียหมด ดูตัวอย่างจากร้านมินิมาร์ทซิจากเมื่อก่อนขายของได้แต่ของใช้จำเป็นเท่านั้นเข้าเมืองไปซื้อของแต่ละทีก็ตกเดือนละครั้งเท่านั้นเอง แต่พอทิชาเข้ามาบริหารแล้ว นอกจากจะขายของได้ดีขึ้นจนต้องเข้าเมืองเกือบทุกอาทิตย์แล้ว ยังมีร้านขายของที่ระลึกนั่นอีกที่เป็นตัวชูรายได้หลักอีกอย่างให้กับรีสอร์ท เล่นเอาพนักงานทำกันแทบไม่ทันแล้วตอนนี้

                ทิชาทำงานอย่างมีความสุขท่ามกลางความรักความอบอุ่นจากครอบครัวของนรี โดยกิจวัตรประจำวันของเธอในตอนเช้าคืออาบน้ำแต่งตัวไปทานข้าวเช้าที่บ้านใหญ่กับนายใหญ่ นายหญิงและนรี พอทานเสร็จ เธอก็จะไปที่ร้านมินิมาร์ทและร้านของที่ระลึกเพื่อดูแลพนักงานขายและความเรียบร้อยของร้าน ถ้าของในสต๊อคใกล้หมด อย่างน้อย 10 รายการเธอจะรีบเข้าเมืองไปหาซื้อทันที ในตอนแรกๆ เธอก็ไปกับนรี 2 คน แต่พอมาหลังๆ เธอก็ไปคนเดียวบ้าง หรือไปกับพนักงานสาวอีกหนึ่งคนบ้าง  

                พอตกบ่ายเธอก็จะเข้าไปช่วยนรีในส่วนของสำนักงานแทนเพื่อช่วยโปรโมท อรวีย์รีสอร์ท ไปทางอินเทอร์เน็ต  ทิชามีความสุขกับงานที่ทำ เธอจึงรู้สึกตัวเองว่าเธอไม่ได้อยู่อย่างไร้ค่าเกินไป เธอหมกตัวอยู่แต่ในร้าน และสำนักงานทั้งวัน ยิ่งถ้าช่วงไหนกรุ๊ปทัวร์ลงบ้านพักจนเต็มของก็ยิ่งขายดี เธอก็ต้องเข้าเมืองบ่อยขี้น เพื่อซื้อของมาสำรองไว้ขายให้เพียงพอ ของที่ระลึกบางทีก็ผลิตไม่ทันขายด้วยซ้ำ เพราะ 60% ของลูกทัวร์ที่เข้ามาพักในรีสอร์ทนั้นเป็นชาวต่างชาติ และฝรั่งมักจะชอบงานฝีมือซะส่วนใหญ่และขายได้ราคาดีเสียอีกด้วย ส่วนนรีเองก็หันไปช่วยทำเรื่องบัญชีรายรับ รายจ่ายต่างๆของรีสอร์ทอย่างเต็มตัวและช่วยงานอื่นๆของครอบครัวได้เต็มที่ขึ้นและทำประชาสัมพันธ์รีสอร์ทควบคู่ไปกับทิชาด้วยเช่นกัน

 

แชร์ รายงาน